พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
(
ครั้งทรงดำรงพระราชอิสสริยยศที่สมเด็จพระอนุราชาธิราช เจ้าฟ้ามงกุฎสมมุติเทววงศ์)

ทรงครองวัด ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๗๙-๒๓๙๔
     

         พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๔๓ ในพระบาทสมเด็จพุทธเลิศหล้านภาลัย  แต่เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าพระองค์ที่สอง  ประสูติแต่สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี   เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๓๔๗  ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑  ปีชวด   เมื่อพระชนมายุ ๙ พรรษา  สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระราชพิธีลงสรง  ได้เฉลิมพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ สมมุติเทววงศ์  พงศ์อิศวรวรกกระษัตริย์  ขัตติยราชกุมาร” เมื่อพระชนมายุ ๑๓  พรรษา  สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงพระกรุณาโปรดฯ  ให้ตั้งพระราชพิธีโสกันต์  แล้วทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้ทรงผนวชเป็นสามเณร  ณ  วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสด็จไปประทับ ฯ วัดมหาธาตุฯ  ทรงผนวชเป็นสามเณรอยู่ ๗  เดือน  เมื่อพระชนมายุ ๑๔ พรรษา ทรงเป็นอธิบดีกรมมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๒  เมื่อพระชนมายุ ๒๐ พรรษา  สมเด็จพระบรมชนกนาถ  ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้

 

<----วัดบวรนิเวศวิหารในอดีต

 

ทรงผนวชเป็นภิกษุ ณ  วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันพุธขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๘  พุทธศักราช ๒๓๖๗  โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) วัดมหาธาตุ เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระฉายาว่า “วชิรญาณเถระ” แล้วเสด็จไปประทับ ฯ วัดมหาธาตุ  เป็นเวลา  ๓ วัน เพื่อทรงปฏิบัติอุปัชฌายวัตร  แล้วเสด็จไปประทับจำพรรษา ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส ในปัจจุบัน)  เพื่อทรงศึกษาวิปัสสนาธุระ  หลังจากทรงผนวชได้ ๑๕ วัน  สมเด็จพระชนกนาถเสด็จสวรรคต  พระบาทสมเด็จพระนั่งแกล้าเจ้าอยู่หัว   พระเชฎฐราโชรสได้แสด็จเถลิงถวัยยราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์  ในการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงรับราชสมบัติ  ในขณะนั้นกลับเป็นคุณแก่ประเทศสยาม  เพราะได้ทรงศึกษาวิชาความรู้ตามแบบโบราณ  ทรงแตกฉานในพระพุทธศาสนา  ทรงรอบรู้หลายภาษาทั้งภาษาบาลีสันกฤต  มคธ  ละติน  อังกฤษ และฝรั่งเศส ทรงได้ใช้ภาษาอังกฤษ  ศึกษาหาความรู้แขนงต่าง  ๆ อาทิ  คณิตศาสตร์  ดาราศาสตร์  รัฐประศาสนศาสตร์ กฎหมาย  และการศึกษา เมื่อพุทธศักราช ๒๓๗๒  เสด็จประทับ ณ วัดสมอราย  ในช่วงเวลานี้  ได้ทรงเริ่มปรับปรุงแก้ไขวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ให้ถูกต้องตรงตามพระธรรมวินัยที่ได้ทรงศึกษามาในพระไตรปิฎก  ถึงพุทธศักราช ๒๓๗๙  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้เชิญเสด็จมาครอง  วัดบวรนิเวศวิหาร

      ครั้นพุทธศักราช  ๒๓๙๔  พระบทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  เสด็จสวรรคต  พระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี พร้อมด้วยพระราชาคณะผู้ใหญ่ในสังฆมณฑล  ได้อัญเชิญพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยสมบัติ  สืบพระราชสันตติวงศ์เป็นรัชกาลที่ ๔  เมื่อวันที่ ๖  เมษายน พุทธศักราช ๒๓๙๔  ขณะพระชนมายุ ๔๗  พรรษา รวมระยะกาลที่ทรงผนวชเป็นเวลา ๒๗ พรรษา  ซึ่งนับว่าเป็นกาลสมัยที่เหมาะสม ด้วยยุคนั้นเป็นยุคของการล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก   พระองค์ทรงมีพระวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล  จึงทรงเปลี่ยนแปลงนโยบายการปกครอง โดยให้ความสำคัญของราชการต่างประเทศ  ทรงเปิดประตูเมืองคบค้ากับชาวตะวันตกอย่างเสรี  และอนุญาตให้ประเทศมหาอำนาจตะวันตกตั้งสถานกงสุลได้  ทรงได้ตกลงทำสัญญาทางพระราชไมตรีกับอารยประเทศ  ทรงให้เลิกขนบธรรมเนียมที่ล้าสมัย  อาทิเช่น ให้ขุนนางสวมเสื้อผ้าเข้าเฝ้า  เลิกไว้ผมทรงมหาดไทย  หันมาไว้ผมแบบชาวตะวันตก เป็นต้น  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีความคิดก้าวหน้าทันสมัยและมีความเชี่ยวชาญในวิทยาการหลายด้าน  โดยเฉพาะด้านดาราศาสตร์ ทรงคำนวณการเกิดจันทรุปราคาและสุริยุปราคาได้อย่างแม่นยำหลายครั้ง  ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ทรงครองราชย์เป็นเวลา ๑๗ ปีนั้น  นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงพัฒนาประเทศเข้าสู่ความทันสมัย  ทั้งในด้านการปกครอง  เศรษฐกิจ  สังคม  ศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรม  ซึ่งผู้ทรงความรู้บางท่านได้กล่าวว่า พระองค์ทรงเป็นนักสังคมนิยมพระองค์แรก

            พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๑  ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ  เดือน ๑๑ สิริพระชนมายุได้ ๖๔ พรรษาบริบูรณ์  และทรงดำรงอยู่ในสิริราชสมบัติ ๑๘  ปี

การพระศาสนา

            ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๔  พระองค์ทรงตระหนักว่า พระภิกษุสามเณรประพฤติปฏิบัติผิดแผกไปจากพระธรรมวินัยแต่เดิมเป็นอันมาก  การปฏบัติศาสนกิจกระทำกันไปตามที่เคยปฏิบัติสืบต่อกันมา  โดยไม่เข้าใจถึงความหมายและจุดมุ่งหมายที่แฝงอยู่ภายในเนื้อหาอันแท้จริงของพระพุทธศาสนา  อันได้แก่ความรู้ที่ได้จากการตีความหมายของพระไตรปิฎก   พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะเข้าใจในพระพุทธศาสนาที่แท้จริง และต้องการให้ผู้อื่นเข้าใจถึงประโยชน์อันเกิดจากข้อปฏิบัติ  โดยเน้นหนักในแนวความคิดเห็นเกี่ยวกับศีลธรรมจรรยาของพุทธศาสนิกชน พระองค์ทรงถือว่าพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้มีข้อขัดแย้งอะไรกับวิทยาศาสตร์หรือวิทยาการสมัยใหม่  พระองค์มิได้ทรงคัดค้านในเรื่องการตายแล้วเกิดใหม่หรือกฏแห่งกรรม แต่พระองค์ได้ทรงอรรถาธิบายในแง่มุมของปรัชญา  ทรงชี้ให้เห็นถึงหลักของวิทยาศาสตร์ที่ว่าผลย่อมเกิดแต่เหตุ  หากหลักเกณฑ์นี้ครอบคลุมจักรวาลทางวัตถุอยู่  เหตุใดหลักเกณฑ์เดียวกันนี้จะไม่ครอบคลุมไปถึงจักรวาลทางจิตด้วย  ตามหลักการนี้สรุปได้ว่า กรรมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว   ย่อมติดตามหรือส่งผลให้เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า  ถึงหากจะไม่เชื่อว่าวิญญาณจะไปเกิดใหม่ แต่อำนาจแห่งกรรมย่อมไม่มีวันที่เสื่อมสูญ  แนวความคิดเช่นนี้จึงนับว่ายากสำหรับบุคคลธรรมดาที่จะเข้าใจได้ หากแต่ทว่าพระองค์ทรงเข้าใจในหลักของพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง  พระองค์จึงทรงพยายามให้ประชาชนของพระองค์ได้เข้าใจในหลักกรรมนี้เช่นกัน (มอฟแฟ็ท ๒๕๒๐ : ๒๔)
            เมื่อพระองค์ทรงผนวชเป็นสามเณรตามประเพณี  ทรงศึกษาศีลธรรมและเรียนภาษาบาลีขั้นต้น พระองค์ทรงผนวชเป็นสามเณรอยู่ ๗  เดือน  ครั้นเมื่อพระชนพรรษาได้ ๒๐ พรรษา ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ  แต่เดิมพระองค์ทรงตั้งพระทัยที่จะทรงผนวชเพียงหนึ่งพรรษาตามราชประเพณี  หากเกิดเหตุการณ์อันมิได้คาดคิดจึงทำให้พระองค์ทรงผนวชตลอดมาได้ถึง ๒๗ พรรษา
 

การพระศาสนาสมัยก่อนเสวยราชย์

            พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงผนวช ณ วัดศรีรัตนศาสดาราม  แล้วไปเสด็จประทับ ณ วัดมหาธาตุ   ทำอุปัชฌายวัตรเป็นเวลา ๓ วัน  จากนั้นเสด็จไปประทับจำพรรษา ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส ในปัจจุบัน)  ทรงศึกษาวิปัสสนาธุระ  ครั้นเมื่อต้องทรงสมณเพศต่อไปไม่มีกำหนด  จึงทรงตั้งพระทัยศึกษาให้ได้ความรู้วิปัสสนาอย่างถ่องแท้จนจบสิ้นความรู้ของครูอาจารย์ และประการสำคัญเมื่อทรงไต่ถามเพื่อสืบค้นหารากมูลของลัทธิวีธี  ครูอาจารย์ไม่สามารถชี้แจ้งถวายให้สิ้นความสงสัยได้  บอกได้แต่ว่าครูบาอาจารย์สอนมาเพียงเท่านั้น  พระองค์ทรงเห็นว่า การกล่าวเช่นนั้นเป็นการถือลัทธิดือรั้น  ไม่รู้ผิดชอบไม่เป็นที่ตั้งแห่งปัญญา  จึงเกิดท้อพระทัยในการศึกษาวิปัสสนาธุระ  รวมทั้งวัตรปฏิบัติของภิกษุสงฆ์  เนื่องจากทรงมีความเห็นว่า “ลัทธิสมถวิปัสสนาธุระนั้นวุ่นวายมากไปด้วยสัมโมหะวิหาร  เปรียบเสมือนยืมจมูกของท่านผู้อื่นมาหายใจ  ท่านซึ่งเป็นพระอาจารย์นั้นจะพูดจาสั่งสอนในพระธรรมอันใด ก็งุบงิบอ้อมแอ้ม ไม่อธิบายให้กระจ่างสว่าง   ให้ได้ความเลื่อมใสศรัทธาแก่ผู้เล่าเรียน ครั้นศิษย์พวกใด ไถ่ถามบ้างก็โกรธ  พูดอ้างคติโบราณาจารย์ เช่นอาจิณกัปปิกา ว่าท่านผู้ใหญ่เคยทำอย่างนี้...”  ครั้นพอออกพรรษา  พระองค์ทรงเสด็จกลับมาประทับ ณ วัดมหาธาตุ  เพื่อทรงศึกษาด้านคันถธุระต่อไป  โดยทรงศึกษาอย่างลึกซึ้งกว้างขวาง  ทรงเรียนภาษามคธ

พระตำหนักที่ประทับ วัดสมอราย ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงผนวช

 กับพระวิเชียรปรีชา (ภู่) เจ้ากรมราชบัณฑิตจนเชี่ยวชาญ  แล้วจึงได้สอบสวนในคัมภีร์พระไตรปิฏก  ทรงเห็นว่าข้อปฏิบัติด้านธรรมวินัยที่พระสงฆ์ประพฤติปฏิบัติกันอยู่นั้น  คลาดเคลื่อนจากพระพุทธบัญญัติทำให้ไม่ก่อให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา   ต่อมาได้ทรงวิสาสะกับพระเถระรามัญนามว่า พระสุเมธมุนี อยู่วัดบวรมงคล  ได้บวชมาแต่เมืองมอญ ท่านมีความรู้เรื่องธรรมวินัยและมีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัด  สามารถอธิบายให้พระองค์ทรงทราบได้อย่างชัดเจนสิ้นสงสัย  พระองค์จึงได้ทรงรับวัตรปฏิบัติตามแบบพระสุเมธมุนี และทรงนับถือ  และทรงนับถือเป็นพระอุปัชฌาย์อีกด้วย  นับได้ว่าเป็นต้นกำเนิดที่ก่อให้เกิดคติธรรมยุติกนิกายขึ้น  พระองค์ทรงศึกษาด้วยความเลื่อมใสและขยันหมั่นเพียร  ทรงใช้สามัญสำนึกและมีพระทัยที่ศึกษาค้นหาเหตุผลอย่างถ่องแท้อยู่เสมอ  ทรงค้นคว้าให้มากถึงความรู้ทางหลักพระพุทธศาสนาและพระธรรมวินัย   ทรงศึกษาจนแตกฉานเชี่ยวชาญในภาษามคธ ทั้งบาลีและสันสกฤต  จนสามารถสอบสวนข้อความต่าง ๆ จากพระไตรปิฏกได้

พ.ศ.๒๓๖๙  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ให้พระองค์เสด็จเข้าไปสอบไล่พระปริยัติธรรมหน้าพระที่นั่ง   ทรงสอบได้เปรียญ ๕ ประโยค จึงได้พระราชทานสมณศักดิ์พัดยศสำหรับเปรียญเอก ๙ ประโยค โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะ  แล้วให้เสด็จเข้าร่วมในที่ประชุมพระราชาคณะผู้ใหญ่  เพื่อสอบไล่พระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณร

เมื่อครั้งประทับอยู่ ณ วัดมหาธาตุ  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสั่งสอนกุลบุตรให้ได้เล่าเรียนโดยทรงเน้นข้อวินัยวัตรและสุตตันะปฏิบัติต่าง ๆ ให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย  จึงมีผู้บรรพชาอุปสมบทประพฤติตามเยี่ยงอย่างพระองค์ขึ้นหลายรูป  จนมาถึง พ.ศ.๒๓๗๒ พระองค์จึงเสด็จไปประทับ ณ วัดสมอรายอีกครั้งหนึ่ง  ทรงมีศิษย์ที่ถือวัตรปฏิบัติตามจำนวน ๒๐ รูป (ม.ร.ว.ศุภวัฒน์  เกษมศรี ๒๕๒๕:๔๙๒) ได้ตามเสด็จไปวัดสมอรายบ้าง  คงอยู่ที่วัดมหาธาตุบ้าง  และได้แยกย้ายไปอยู่ที่วัดอื่นบ้าง  เมื่อพระองค์ทรงตั้งธรรมยุติกนิกาย  มีผู้นับถือพระองค์เป็นจำนวนมาก ทั้งพระภิกษุและคฤหัสถ์  ทรงให้บรรพชาและอุปสมบทแก่ผู้มีศรัทธา  และได้สงเคราะห์แก่ด้วยธรรมคถาอนุสาสโนวาท จึงมีพระสงฆ์นับถือปฏิบัติตามแพร่หลายแต่ครั้งนั้นมา   พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงสถาปนาเป็นราชาคณะเสมอเจ้าคณะรอง  และเสด็จมาครองวัดบวรนิเวศ  เมื่อ พ.ศ.๒๓๗๙  เมื่อทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศแล้วจึงทรงจัดระเบียบการคณะสงฆ์  การปกครองวัด  และสั่งสอนประชาชนตามคติธรรมยุติกนิกาย  ทำให้มีผู้ศรัทธาขอบรรพชาอุปสมบทกับพระองค์เพิ่มมากขึ้น  โดยในพรรษามีพระสงฆ์ราว ๑๓๐ ถึง ๑๕๐ รูป สำหรับคติธรรมยุติกนิกาย พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในเรื่องพระรัตนตรัย  ความว่า “...ทรงเห็นดังนี้แล้วสังเวชในพระทัย  จึงยกเอาพระธรรมวินัย  คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นที่เคารพนับถือเป็นของจริงของแท้ปฏิบัติไปตาม จึงมีนามว่า ธรรมยุติกา...ให้ปฏิบัติเอาสิ่งที่ถูกตามพระธรรมวินัยให้มีลัทธิถือมั่นในทางสวรรค์นิพพาน  ที่ตรงที่ถูกเป็นทีแน่นอนกับใจว่านรกสวรรค์เป็นของมีจริง  มรรคผลนิพพานเป็นของมีจริง คนมีปัญญาอันสุขุมละเอียดจึงรู้ได้ด้วยใจ จะแลไปด้วยตาไม่เห็น...”  และอีกประการหนึ่งกล่าวไว้ว่า  “...เราทั้งหลายผู้ธรรมยุติก-วาที มีวาทะถ้อยคำกล่าวตามที่ชอบแก่ธรรม เป็นผู้เลือกคัดแต่ข้อที่ชอบแก่ธรรม ไม่ผิดไม่ละเมิดจากธรรม....ในพระบาลีว่านี้เป็นคำสั่งสอนเป็นแก่นสารพระพุทธศาสนาแน่ดังนี้แล้ว  เราทั้งหลายก็ปฏิบัติตามคำสั่งสอนนั้นด้วยกายวาจาจิต....”   การกำเนิดธรรมยุติกนิกายขึ้นมาเพื่อปฏิรูปพระพุทธศาสนา ฟื้นฟูด้านวัตรปฏิบัติของสงฆ์  ให้เป็นเครื่องเตือนพุทธสาวกของพระพุทธองค์ว่า ให้พึงอิงอยู่กับพระธรรม  มีความเป็นเหตุผลและวิทยาศาสตร์ แก่นของพระพุทธศาสนา  สัจธรรมที่ลึกซึ้งอันจะนำไปสู่ความหลุดพ้น   ประการสำคัญคำสอนในพระพุทธศาสนา  ไม่มีอะไรเลยที่ขัดแย้งกับความเจริญทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่  และสิ่งที่วิทยาศาสตร์ค้นพบนั้น  เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้เมื่อ ๒,๐๐๐  กว่าปีมาแล้ว

 

พระปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร ที่ประทับขณะทรงผนวชและเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร

 

            พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงริเริ่มวางระเบียบแบบแผนในด้านการปฏิรูปทางพระพุทธศาสนาไว้หลายประการคือ

            ๑. ทรงตั้งธรรมเนียมการนมัสการพระเช้าค่ำ  ที่เรียกกันว่าทำวัตรเช้า ทำวัตรค่ำเป็นประจำ  และทรงพระราชนิพนธ์บทสวดเป็นภาษาบาลี เป็นคาถา เป็นจุณณิยบท ซึ่งได้ใช้แพร่หลายมาจนถึงปัจจุบันนี้   มีการรักษาศีลอุโบสถและแสดงพระธรรมเทศนาเวลาเก้าโมงเช้า และบ่ายสามโมงเย็น  ในวันธรรมะสวนะและวันอุโบสถ เดือนละ ๔ ครั้ง

            ๒  ทรงปฏิรูปการเทศนา  และการอธิบายธรรม  ทรงริเริ่มการเทศนาด้วยฝีพระโอษฐ์ทำให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายและเกิดศรัทธา  ไม่โปรดเขียนหนังสือไว้เทศน์  นอกจากนนั้นยังทรงฝึกหัดศิษย์ให้ปฏิบัติตาม  ทรงอธิบายให้คนเข้าใจเนื้อหาของหลักธรรม ได้เผยแพร่หลักธรรมสู่ราษฎร  อธิบายหลักธรรมที่ยากซับซ้อนให้เข้าใจง่าย และได้เพิ่มบทสวดมนต์เป็นภาษาไทย  ทำให้มีคนนิยมฟังเป็นอันมาก

            ๓. ทรงกำหนดให้วันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพิ่มขึ้นจากวันวิสาขบูชา ทรงพระราชนิพนธ์คำบูชา และวางระเบียบในการเดินเวียนเทียนและสดับพระธรรมเทศนา  ทรงชักนำให้บำเพ็ญกุศลในเทศกาลต่าง ๆ เช่น ถวายสลากภัตร  ตักบาตรน้ำผึ้ง  ถวายผ้าจำนำพรรษา เป็นต้น

            ๔. ทรงแก้ไขพิธีการรับผ้ากฐินให้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ คือเริ่มแต่การซัก ตัด เย็บ ย้อม ให้เสร็จภายในวันเดียวกัน

            ๕. ทรงวางระเบียบการครองผ้า คือการนุ่งห่มของภิกษุสามเณรให้ปฏิบัติไปตามหลักเสขิยวัตรในพระวินัยเพื่อให้สุภาพเรียบร้อย ทรงวางระเบียบการกราบไหว้ของภิกษุสามเณร และระเบียบอาจารยะมารยาท  ต้องวางตัวให้น่าเลื่อมใสศรัทธา  สังวรในกิริยามรรยาทและขนบธรรมเนียม

            ๖.ทรงแก้ไขการขอบรรพชา และการสวดกรรมวาจาในอุปสมบทกรรมให้ถูกต้องยิ่งขึ้น เช่น ระบุนามอุปสัมปทา และนามอุปัชฌายะ  ซึ่งเป็นภาษาบาลีในกรรมวาจา  การออกเสียงอักษรบาลี  ทรงให้ถือหลักการออกเสียงให้ถูกฐานกรณ์ของอักขระตามหลักบาลีไวยากรณ์

            ๗.ทรงให้พระสงฆ์ศึกษาพระปริยัติธรรมให้แตกฉาน  สามารถแสดงธรรมเทศนา สามารถแยกระหว่างความเชื่อที่มีเหตุผล  และความเชื่อในสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ ส่วนการศึกษาวิปัสสนาธุระ  ไม่ใช่ให้รู้......อันเป็นเบื้องต้น  แต่ให้รับรู้ไปถึงขั้นวิปัสสนากรรมฐาน  การปฏิบัติตามพระธรรมวินัย  ทรงให้ถือหลักว่าสิ่งในที่สงสัยและน่ารังเกียจไม่ควรกระทำโดยเด็ดขาดให้พึงเคารพพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด

            ๘. ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษา  ความรู้ในสาขาอื่น ๆ ของพระสงฆ์  จึงทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ศึกษาภาษาอังกฤษกับหมอแคสเวลตามความสนใจ  ทำให้มีการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมของพระสงฆ์มาจนถึงปัจจุบัน  และมีผลสืบต่อมาให้เกิดเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหากุฏราชวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ในปัจจุบันนี้

            ในการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงจัดวางระเบียบแบบแผนและธรรมยุติกวัตรขึ้น  ได้ทรงปฏิบัติด้วยความกล้าหาญอย่างไม่ทรงย่อท้อต่ออุปสรรค  จึงทำให้เป็นที่ศรัทธาของราษฎรทุกชั้นขึ้นตามลำดับ  และยังผลให้เกิดมีการฟื้นฟูและส่งผลดีแก่พระพุทธศาสนา การสืบพระพุทธศาสนาที่กระทำในรัชกาลก่อน เป็นการฟื้นฟูและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยมุ่งเน้นไปทางปริยัติธรรม  และก่อสร้างปฏิสังขรณ์ศาสนวัตถุศาสนสถานเป็นส่วนใหญ่ แต่ศาสนบุคคลยังไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างจริงจัง อาจเนื่องมาจากเพิ่งสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์  จึงต้องก่อสร้างศาสนวัตถุขึ้นมาก่อน  ส่วนกรณีที่มีผู้ประพฤติผิดพระวินัยก็ทรงใช้พระราชอำนาจป้องกันปราบปรามให้สึกจากสมณเพศ  แต่ยังไม่ได้เข้าไปแก้ไขในวงการสงฆ์  ดังนั้นการที่พระองค์ทรงตั้งคณะสงฆ์ที่มีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดถูกต้องตามพระวินัยปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม  ศึกษาปริยัติธรรมอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง  จึงนับได้ว่าพระองค์ทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนา  ในส่วนที่บกพร่องของพระสงฆ์ไทยที่มีมาแต่เดิม  ให้สมบูรณ์ทั้งวินัยปิฎก และพระสุตตันปิฎก  ซึ่งเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองบริบูรณ์ขึ้นในประเทศไทย 

การพระศาสนาเมื่อครั้งเสวยราชย์

          พุทธศักราช ๒๓๙๔  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต พระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี พร้อมด้วยพระราชาคณะ ได้อัญเชิญพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์ เป็นรัชกาลที่ ๔  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ได้ทรงวางนโยบายที่มีพระวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ดังนี้
            ๑.ห้ามการข่มขี่และเบียดเบียนพระสงฆ์
            ๒.ทำการปราบปรามภิกษุที่ประพฤติทุจริต หยาบช้า และทำลามกอนาจารต่างๆ เพราะทำให้ศาสนามัวหมอง และเสียเกียรติยศแก่บ้านเมืองอีกด้วย
            ๓.ทรงยกย่องผู้ประพฤติชอบด้วยศีลสังวร สั่งสอนศิษย์ในข้อพระวินัย และให้ศึกษาคันถธุระ วิปัสสนาธุระ ตามสมณกิจ
            ๔.ทรงนับถือเฉพาะแต่แก่นพระพุทธศาสนา ให้เห็นสัจจธรรมอันลึกซึ้งที่จะนำสู่ความหลุดพ้น ส่วนเปลือกภายนอกที่เข้ามาปะปนในพระศาสนาไม่ทรงนับถือ เว้นแต่สิ่งที่ได้กลายมาเป็นธรรมเนียมแบบแผน ก็ยอมให้คงไว้

            พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกพระพุทธศาสนา ทรงเริ่มทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงและเรียบร้อยขึ้นในสังฆมณฑล นับแต่แรกที่เสด็จขึ้นเสวยราชย์ ทรงวางพระองค์ให้เป็นกลางระหว่างสงฆ์ต่างนิกาย เมื่อคราวพระราชพิธีเสด็จฯเลียบพระนครนั้น โปรดให้กระบวนเสด็จเลียบพระนครทางสถลมารคไปยังวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ซึ่งเป็นวัดสำคัญแต่เดิม และเสด็จทางชลมารคไปยังวัดบวรนิเวศ อันเป็นวัดสำคัญของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย  ทั้งนี้เพื่อแสดงว่าพระองค์ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภกพระพุทธศาสนาโดยไม่ลำเอียง และระงับข้อสงสัยที่ว่า เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้วจะใช้พระราชอำนาจบังคับพระสงฆ์ให้เป็นสงฆ์ธรรมยุติกนิกายเสียหมด และเมื่อคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายถวายฎีกาเพื่อขอพระบรมราชานุญาตกลับไปห่มแหวกดังเดิม พระองค์ได้พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยว่า การปฏิบัติพระธรรมวินัยเป็นกิจของสงฆ์ผู้ปฏิบัติ มิใช่ราชกิจของพระเจ้าแผ่นดินที่จะทรงสั่งให้ทำประการใด (สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ๒๕๑๕ : ๑๓๑) จะเห็นได้ว่าทรงระมัดระวังในการวางพระองค์ให้เป็นกลางอย่างเคร่งครัดเพราะทรงเป็นพระมหากษัตริย์ แม้ตำแหน่งในทางสมณศักดิ์ก็เช่นกัน ทรงส่งเสริมโดยถือหลักเกณฑ์อายุพรรษาและคุณธรรม ความรู้ เป็นสำคัญมากกว่ายึดถือนิกาย และมีพระราชดำรัสสั่งในราชการให้ถือว่าพระสงฆ์สองนิกายเป็นอย่างเดียวกัน ฐานะเสมอกัน การสังฆมณฑลก็มิได้แตกร้าวตลอดรัชสมัยของพระองค์ ด้วยพระสงฆ์พากันเลื่อมใสในพระปรีชาสามารถขององค์อัครศาสนูปถัมภก

            สำหรับถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนา ทรงบูรณะให้สมบูรณ์มากกว่าที่จะทรงสร้างใหม่ ทรงมีพระราชดำริว่า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสร้างวัดไว้มากพอแล้ว วัดที่ทรงสร้าง ได้แก่ วัดบรมนิวาส วัดโสมนัสวิหาร วัดปทุมวนาราม วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม วัดมกุฏกษัตริยาราม เป็นต้น โดยวัดที่ทรงสร้างไม่มีพระราชประสงค์ให้ใหญ่โตเพราะจะรักษดูแลยาก ดังประกาศความว่า “...ในหลวงบัดนี้ก็ไม่สู้ถนัดที่จะคิดสร้างวัดใหญ่วัดโต เพราะเห็นว่าของชำรุดก็ไม่มีใครซ่อม วัดใหญ่นักก็ถวายเป็นที่อยู่ของศัตรูพระศาสนาไป จึงโปรดแต่ที่จะสร้างวัดเล็กๆ ที่จะบรรจุพระสงฆ์ ๓๐ รูป ลงมาพอให้เจ้าอาวาสมีความรักวัดบ้าง เอาใจใส่วัดบ้าง...”      

สถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม ในสมัยรัชกาลที่  ๔

          ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือเป็นยุคแห่งการปฏิรูปในทุก ๆ ด้านตามแบบอย่างตะวันตก เนื่องจากมีการติดต่อทางด้านการทูต การค้า การศึกษา กับต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทวีปยุโรป  ดังนั้น ทางด้านศิลปะและสถาปัตยกรรม จึงได้นิยมไปสู่แบบตะวันตก แทนรูปแบบศิลปะของจีนดังที่เป็นพระราชนิยมในรัชกาลที่ ๓  ในรัชกาลที่ ๔ นี้ จึงได้มีการนำศิลปะของไทย จีน และตะวันตก มาผสมผสานกัน อาทิ พระมหาปราสาทราชมณเฑียร ได้รับเอารูปแบบลักษณะ “ฝรั่ง”  มาใช้มากขึ้น ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหมู่พระอภิเนานิเวศน์ขึ้นในที่สวนขวาเดิม นอกจากนั้น กระบวนการช่างศิลปะอย่างยุโรปได้แพร่หลายออกไปสู่วัดและวังเจ้านายในท้องที่ต่างๆ จนกล่าวได้ว่า รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นยุคสมัยเริ่มแรกของศิลปะตะวันตกในยุครัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ดี ในการรับรูปแบบศิลปะต่างชาติมาก็มิได้หมายความว่า ศิลปะตะวันตกจะสออดแทรกเข้าไปทุกหนทุกแห่งในสถาปัตยกรรมไทย คงมีอยู่ในบางแห่ง และเป็นบางส่วนเท่านั้น

            ลักษณะของสถาปัตยกรรมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีข้อสังเกตดังนี้

               ๑.สถาปัตยกรรมมีลักษณะเป็นแบบอาคารสมัยโกธิกหรือเรเนซองต์
            ๒.ในการจัดรูปแบบผังพื้นอาคารคล้อยตามสถาปัตยกรรมของศิลปะในสมัยนั้น (เฉพาะอาคารที่เป็นที่พักอาศัย และอาคารส่วนราชการ)
          
     ๓.ใช้ซุ้มโค้งครึ่งวงกลม และใช้เสาแบบคลาสสิก
           
   ๔.อาคารที่เป็นวัดไทย นิยมใช้ศิลปะตะวันตกในส่วนที่เป็นกรอบซุ้มประตู หน้าต่าง ลานหน้าบัน และเสา ส่วนผนัง พื้น วิธีการใช้อาคาร และทรงหลังคา คงเป็นไปแบบไทยเช่นเดิม 

พระอารามที่ทรงสร้างขึ้นใหม่

            ๑.วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร เดิมชื่อวัดบรมสุข ผู้สร้างวัดเดิมเสียชีวิต บุตรหลานจึงน้อมเกล้าฯถวายวัดให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ครั้งทรงผนวชอยู่ ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม เมื่อพุทธศักราช ๒๓๗๗ ถวายเป็นพระอารามหลวงในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร พระเจดีย์ ศาลาการเปรียญ ศาลาท่าน้ำ การก่อสร้างเสร็จหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว และได้พระราชทานนามพระอารามใหม่ว่า “วัดบรมนิวาส”

๒.วัดโสมนัสราชวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างเมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๖ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและอุทิศพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี เป็นพระอารามที่ทรงสร้างตามประเพณีครั้งกรุงศรีอยุธยา พระวิหารเป็นอาคารไทยฐานสูง หลังคามุงกระเบื้อง หน้าบันเป็นปูนปั้น ไม่มีช่อฟ้าใบระกา ประดับลวดลายด้วยกระเบื้องเคลือบสีและสีทอง เป็นพระราชสัญลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระอัครมเหสีพระองค์แรก ซุ้มประตู หน้าต่างเป็นปูนปั้นลงรักปิดทอง ประดับกระจกลายดอกพุดตาน มีรูปพระมหามงกุฎอยู่ตอนบนบานประตูหน้าต่าง พระอุโบสถมีลักษณะเช่นเดียวกับพระวิหาร แต่ขนาดย่อมกว่า ต่างกันที่เสาระเบียงเป็นเสาเหลี่ยม และได้พระราชทานนามว่า “วัดโสมนัสวิหาร”

๓.วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร สร้างเมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๐   สถานที่เดิมเป็นนาหลวงรวมอยู่ในทุ่งบางกะปิริมคลองแสนแสบ โปรดเกล้าฯให้ขุดสระในที่นาหลวง ๒ สระต่อถึงกัน สระในสำหรับเสด็จประพาสอยู่ด้านเหนือ สระนอกสำหรับประชาชนไปเล่นเรืออยู่ด้านใต้ ดินที่ขุดสระถมเป็นเกาะ ขุดคลองไขน้ำจากคลองแสนแสบให้เป็นทางเรือเข้าบริเวณพระที่นั่งด้านเหนือ ตั้งพลับพลามีพระที่นั่ง ๒ ชั้น เป็นที่ประทับแรม มีพลับพลาที่เสด็จออกและโรงละคร โปรดให้เรียกบริเวณสระบัวที่ทรงสร้างรวมทั้งตำบลว่า “ปทุมวัน” โปรดให้สร้างพระอารามขึ้นที่ริมสระนอกด้านตะวันตก และพระราชทานนามว่า “วัดปทุมวนาราม” 

๔.วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ได้ทรงสร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๗ โดยทรงซื้อที่สวนกาแฟเดิมซึ่งเป็นที่ดินของหลวงด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ วัดนี้มีสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นอย่างตะวันตก ในเขตสังฆาวาส คือตำหนักสมเด็จพระสังฆราชและกุฏิสงฆ์ มีซุ้มหรือสิ่งที่ทำขึ้นสำหรับเป็นเครื่องประดับส่วนบนของประตูหน้าต่าง เป็นลักษณะซุ้มทรงมงกุฎ ซึ่งแสดงความหมายถึงพระนามาภิไธยขององค์ผู้สร้างวัด พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจดีย์และพระอุโบสถหรือพระวิหารหลวง สร้างด้วยหินอ่อน ภายในมีการตกแต่งเป็นลักษณะโคมระย้า และหอไตรเดิมมีลักษณะเป็นปราสาทยอดแบบจำลองจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และได้พระราชทานนามพระอารามว่า “วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม” เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๔

๕.วัดมกุฏกษัตริยาราม ทรงสร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๑๐ ได้พระราชทานนามว่า “วัดมกุฏกษัตริยาราม” แต่ในระหว่างรัชกาล คนทั้งหลายเห็นว่าพ้องกับพระบรมนามาภิไธย ไม่กล้าเรียกจึงโปรดเกล้าฯให้เรียกว่า “วัดพระนามบัญญัติ” แล้วมีพระราชดำรัสสั่งไว้ว่า เมื่อเปลี่ยนรัชกาลใหม่ ให้เปลี่ยนนามพระอารามเป็น “วัดมกุฏกษัตริยาราม”

๖.วัดตรีทศเทพวรวิหาร ทรงสร้างร่วมกับพระราชโอรสทั้งสองพระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธร และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาศ ได้พระราชทานนามว่า “วัดตรีทศเทพ” หมายความถึง วัดที่สร้างโดยเทวดา ๓ องค์

๗.วัดพระแก้วน้อย พระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเป็นวัดประจำพระราชวังพระนครคีรี เช่นเดียวกับวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง บริเวณพระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนโดยรอบ หลังคามุงด้วยกระเบื้องสี ใบระกา ช่อฟ้า บราลี  ประดับด้วยกระจกฝีมือช่างหลวง หน้าบันเป็นปูนปั้นตราพระมหาพิชัยมงกุฎ ด้านหน้าพระอุโบสถมีพระเจดีย์หินอ่อนสีเขียวทรงกลม พระเจดีย์องค์นี้ได้แกะสลักหินอ่อนเพื่อประกอบเป็นเจดีย์ที่เกาะสีชัง แล้วจึงนำมาประกอบเป็นองค์พระเจดีย์ ณ ที่แห่งนี้  

พระอารามที่ทรงปฏิสังขรณ์

            ๑.วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิสังขรณ์ปราสาทเทพบิดร โดยสร้างใหม่และซ่อมแปลงจากพุทธปรางค์ปราสาท และทรงปฏิสังขรณ์พระศรีรัตนเจดีย์ตามแบบพระมหาสถูปวัดพระศรีสรรเพชญ เมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๘  นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯให้สร้างนครวัดจำลองอีกด้วย

            ๒.วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงปฏิสังขรณ์วิหารพระศาสดาและพระเจดีย์ ตั้งแต่ครั้งเมื่อทรงผนวช พุทธศักราช ๒๓๘๗

            ๓.วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม โปรดเกล้าฯให้สร้างพระเจดีย์ แบบเจดีย์วัดสวนหลวงสบสวรรค์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีม่วงแก่ และได้ทรงปฏิสังขรณ์พระพุทธไสยาสน์ ได้พระราชทานามพระอารามใหม่ว่า “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม”  เมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๖

            ๔.วัดมหาธาตุวรวิหาร ทรงปฏิสังขรณ์ต่อจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

            ๕.วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร โปรดเกล้าฯให้สร้างศาลาบนกำแพงข้างหน้าวัด ๔ หลัง และศาลาโรงธรรม เมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๗

๖.วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาราร ทรงปฏิสังขรณ์ต่อจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

๗.วัดวัดสระเกศราชวรวิหาร โปรดเกล้าฯให้สร้างภูเขาทอง และได้พระราชทานามว่า “สุวรรณบรรพต”  เมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๖

๘.วัดอรุณวรารามวรมหาวิหาร ปรดเกล้าฯให้สร้างมณฑป ๔ ทิศ เพิ่มเติมบนพระปรางค์องค์ใหญ่

๙.วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร  โปรดเกล้าฯให้พระยาเพชรพิไชยเมื่อครั้งเป็นพระยาสามภพพ่าย เป็นแม่กองในการบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ สร้างพระเจดีย์ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ หอระฆัง สะพาน และเมรุปูนพ้อมศาลไว้หน้าวัด วัดราชาธิวาสหรือวัดสมอราย เป็นวัดโบราณ ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้กับวัดเทพกุญชร ได้พระราชทานามพระอารามใหม่ว่า “วัดราชาธิวาส” หมายถึง วัดอันเป็นที่ประทับของพระราชา

๑๐.วัดวงศ์มูลวิหาร เดิมชื่อวัดใหม่  โปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์ และพระราชทานามวัดว่า “วัดวงศ์มูลวิหาร” 

๑๑.วัดชิโนรสารามวรวิหาร สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงถวายวัดเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์พระอารามและก่อสร้างพระเจดีย์ขนาดใหญ่ ๒ องค์  พระอุโบสถ และได้พระราชทานนามวัดว่า “วัดชิโนรสาราม”

๑๒.วัดกาญจนสิงหาสน์วรวิหาร เดิมชื่อวัดทอง เป็นวัดโบราณ เมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๗  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดกาญจนสิงหาสน์” ครั้นถึงพุทธศักราช ๒๔๐๖ โปรดเกล้าฯให้บูรณะพระประธานและฐานชุกชี

๑๓.วัดบวรมงคลราชวรวิหาร เดิมชื่อวัดลิงขบ เป็นวัดที่มีชื่อเสียงด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม และได้พระราชทานนามวัดว่า “วัดบวรมงคล”

๑๔.วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามวัดว่า “วัดเทวราชกุญชร” เพื่อเป็นเกียรติแก่สกุลกุญชร ณ อยุธยา

๑๕.วัดนวลนรดิศวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดนวลนรดิศ”  เพื่อเป็นที่ระลึกถึงท่านผู้หญิงนวล และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) มารดาและบุตรเป็นผู้สร้างวัดนี้

๑๖.วัดเบญจมบพิตร เดิมชื่อวัดแหลม หรือวัดไทร  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามวัดว่า “วัดเบญจบพิตร” ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามวัดขึ้นใหม่ว่า “วัดเบญจมบพิตร”  หมายถึง วัดของพระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ ๕ พร้อมทั้งเพิ่มสร้อยนามว่า “ดุสิตวนาราม”

๑๗.วัดพิชยญาติการามวรวิหาร เดิมชื่อวัดพระยาญาติการาม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดพิชัยญาติการาม”  เพื่อให้พ้องกับราชทินนามของผู้สร้าง คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัด บุนนาค)

๑๘.วัดมหรรณพารามวรวิหาร สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๓ โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นอุดมรัตนราษี แต่การไม่สำเร็จ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างต่อจนสำเร็จ และ พระราชทานนามวัดว่า “วัดมหรรณพาราม” 

๑๙.วัดเวฬุราชิน เดิมชื่อวัดใหม่ท้องคุ้ง เจ้าพระยาพลเทพ (เอี่ยม ชูโต) สร้างขึ้นน้อมเกล้าฯถวายเป็นพระอารามหลวงในรัชกาลที่ และพระราชทานนามวัดว่า “วัดเวฬุราชิน” 

๒๐.วัดอนงคารามวรวิหาร เดิมชื่อวัดน้อยขำแถม ท่านผู้หญิงน้อย ภริยาสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัด บุนนาค)   สร้างถวายเป็นพระอารามหลวงในรัชกาลที่ ๓ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามวัดว่า “วัดอนงคาราม” 

๒๑.วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร  เดิมชื่อวัดเกาะแก้วลังการาม โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามวัดมาเป็น “วัดสัมพันธวงศาราม”

๒๒.วัดสังเวชวิศยารามวรวิหาร  เดิมชื่อวัดสามจีน หรือวัดบางลำพู โปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์พระประธานในพระอุโบสถ แล้วพระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดสังเวศวิศยาราม”

๒๓.วัดชัยพฤกษมาลาราชวิหาร เดิมชื่อวัดชัยพฤกษ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นแม่กองสร้างวัดตั้งแต่ก่อนทรงผนวช และได้เสด็จฯมาทรงจุดเทียนพรรษาและถวายพระกฐินทุกปีตลอดรัชกาลของสมเด็จพระบรมชนกนาถ รัชกาลที่ ๒ ต่อมาทรงปฏิสังขรณ์ และพระราชทานนามวัดว่า “วัดชัยพฤกษมาลา” 

๒๔.วัดเขมาภิรตาราม เดิมชื่อวัดเขมา หรือวัดเขนมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิสังขรณ์ทั้งพระอาราม และพระราชทานนามวัดว่า “วัดเขมาภิรตาราม” 

๒๕.วัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร โปรดเกล้าฯให้สร้างพระเจดีย์ใหญ่ขึ้นองค์

๒๖.วัดชุมพลนิกายารามราชวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โปรดเกล้าฯให้ขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม เพื่อเป็นผาติกรรมไถ่พระนารายณ์ราชนิเวศน์ และพระราชทานนามวัดว่า “วัดชุมพลนิกายาราม”

๒๗.วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดเสื่อ โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม เพื่อเป็นผาติกรรมไถ่พระนารายณ์ราชนิเวศน์ และพระราชทานนามวัดว่า “วัดเสนาสนาราม”

๒๘.วัดกวิศรารามราชวรวิหาร จังหวัดลพบุรี  เดิมชื่อวัดขวิด โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม เพื่อเป็นผาติกรรมไถ่พระนารายณ์ราชนิเวศน์ และพระราชทานนามวัดว่า “วัดกวิศราราม”

๒๙.วัดจุฑาทิศธรรมสถารามวรวิหาร หรือวัดเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นใหม่

๓๐.วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร  จังหวัดนครปฐม  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้สร้างองค์พระปฐมเจดีย์ขึ้นใหม่หุ้มองค์เดิม สร้างพระอุโบสถ พระวิหาร ๔ ทิศ พระระเบียง พระเจดีย์จำลองแบบองค์เดิม  โรงธรรม เก๋งจีน และหอระฆัง

นอกจากนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดอีกจำนวนมาก คือ วัดรัชฎาธิษฐานราชวรวิหาร วัดขุนยวน วัดเบี้ย วัดพนัญเชิงวรวิหาร วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร วัดเขาแก้ววรวิหาร วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร วัดมณีชลขันธ์ วัดธรรมามูลวรวิหาร วัดไชโยวรวิหารวัดเขาบวชนาค วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร วัดมหาธาตุวรวิหาร วัดพุทธไสยาสน์ วัดมหาสมณารามราชวรวิหาร วัดสัตตนารถปริวัตรวรวิหาร และวัดอัมพวันเจติยารามวรวิหาร รวมเป็นวัดที่ทรงปฏิสังขรณ์ทั้งสิ้น ๔๗ วัด

พุทธเจดีย์

            ๑.พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์ เมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๖ โปรดให้สร้างพระเจดีย์องค์ใหม่หุ้มเจดีย์องค์เดิม และได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระปฐมเจดีย์ทั้งพระอาราม โดยทรงชักชวนพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการผู้ใหญ่ และผู้มีจิตศรัทธา ให้มาช่วยกันสร้างกุฏิสงฆ์ พระอุโบสถ พระวิหาร เพื่อเป็นการร่วมพระราชกุศล

            ๒.พระเจดีย์ช่องแสมสาร จังหวัดระยอง โปรดเกล้าฯให้สร้างพระเจดีย์ไว้บนไหล่เขาแหลมเทียนช่องแสมสาร เพื่อเป็นที่หมายให้เรือแล่นโดยสะดวกและปลอดภัย เมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๐

            ๓.พระเจดีย์วัดโยธานิมิตร และเขาสระบาป จังหวัดจันทบุรี  โปรดเกล้าฯให้สร้างพระเจดีย์สูงที่วัดโยธานิมิตรและเขาสระบาป เมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๐

๔.พระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี  โปรดเกล้าฯให้สร้างพระมกุฏพันธเจดีย์ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๐ ต่อมาพุทธศักราช ๒๔๐๓ โปรดเกล้าฯให้ยกยอดพระมณฑปและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่มกุฏพันธเจดีย์ 

            ๕.พระธาตุจอมเพชร จังหวัดเพชรบุรี  โปรดเกล้าฯให้บูรณะขึ้นใหม่และอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานไว้ พร้อมกับพระราชทานนามว่า “พระธาตุจอมเพชร”

            ๖.พระธาตุเสลเจดีย์ จังหวัดเพชรบุรี  โปรดเกล้าฯให้สร้างพระเจดีย์ศิลาทึบ ทำศิลาเป็นซีกๆ ไปจากเกาะสีชัง นำไปประกอบเป็นองค์พระเจดีย์ และพระราชทานชื่อว่า “พระพุทธเสลเจดีย์”

            ๗.พระเจดีย์บนยอดเขาตังกวน จังหวัดสงขลา   โปรดเกล้าฯให้สร้างพระเจดีย์บนยอดเขาเป็นที่ระลึกในการที่พระองค์เสด็จฯประพาสเมืองสงขลา

            ๘.พระสมุทรเจดีย์  จังหวัดสมุทรปราการ   โปรดเกล้าฯให้สร้างโดยถ่ายแบบเจดีบ์กลมที่พระนครศรีอยุธยา มาสวมพระเจดีย์ไม้องค์เดิม สร้างกำแพงและศาลาราบ ๔ ทิศ พระวิหารหลวง หอระฆัง และพระวิหารน้อย เมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๓

            ๙.พระธาตุพระฝาง จังหวัดอุตรดิตถ์   โปรดเกล้าฯให้สร้างใหม่เมื่อครั้งพระมหาธาตุองค์เดิมพังลงมา เมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๙

            ๑๐.ถ้าเขาหลวง จังหวัดเพชรบุรี  โปรดเกล้าฯให้สร้างบันไดขึ้นไปในถ้ำที่มีพระพุทธรูปโบราณ และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปเพื่ออุทิศถวายพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อน

ประติมากรรม

            พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติท่ามกลางการแผ่อิทธิพลของชาติมหาอำนาจตะวันตก จึงได้รับอิทธิพลจากตะวันตก และนำมาพัฒนาประเทศให้ทันสมัย และยังรักษาประเทศให้อยู่รอดได้อีกด้วย ดังนั้น งานประติมากรรมในรัชกาลที่ ๔ จึงเป็นยุคของการริเริ่มในการปั้นพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ไทยที่ยังทรงพระชนมายุอยู่เป็นครั้งแรก โดยสร้างตามคตินิยมตะวันตก ส่วนการปั้นหล่อพระพุทธรูปนั้น นิยมปั้นหล่อพระประธานเป็นพระพุทธรูปขนาดเล็กประมาณหน้าตัก ๒ ศอก ทำฐานชุกชีสูง มีมณฑปครอบ พุทธลักษณะเป็นรูปแบบเฉพาะ มีลักษณะส่วนรวมใกล้เคียงความเป็นมนุษย์มากขึ้น มีการปั้นจีวรเป็นริ้ว พระกรรณคล้ายหูมนุษย์ บนพระเศียรไม่มีต่อมพระเมาลี พระพุทธรูปที่งดงามในรัชกาลนี้ คือ พระพุทธนิรันตราย พระพุทธสิหิงคปฏิมา พระประธานในพระวิหารหลวงวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ส่วนงานประติมากรรมตกแต่งประดับสถาปัตยกรรม มี ๒ แบบ คือ มีการรื้อฟื้นการสร้างวัดแบบครั้งกรุงศรีอยุธยา และนิยมสร้างอาคารเป็นสถูปกลมบนฐานไพทีสูง การปั้นปูนใช้ช่างปูนที่ชำนาญงานจากการสร้างวัดในรัชกาลก่อนมาสร้าง เพียงแต่ออกแบบลายทั้งหน้าบัน ซุ้มประตู หน้าต่าง ผสมลายฝรั่งเข้าไปด้วย งานปูนปั้นที่สำคัญ คือ หน้าบันหอไตรวัดศาลาปูนวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หน้าบันวัดชัยพฤกษมาลาราชวรวิหาร จังหวัดนนทบุรี เป็นต้น

จิตรกรรม

            ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จิตรกรรมไทยได้นำวิธีเขียนภาพแบบตะวันตกมาผสมผสานกัน โดยใช้กฎเกณฑ์ทัศนียวิทยา มีระยะใกล้ไกล เป็นแบบ ๓ มิติ ตลอดจนการจัดองค์ประกอบให้บรรยากาศมีสีสันสัมพันธ์กับรูปแบบของตัวภาพประสาทราชวังที่เกียวข้องกับคติทางพระพุทธศาสนา จึงนับได้ว่าจิตรกรรมไทยแบบใหม่ได้คำนึงถึงลักษณะศิลปะแบบอุดมคติ และศิลปะแบบเรียลลิสท์ ที่ประสานกลมกลืนเป็นเอกภาพและสวยงามขึ้น ได้แก่ ภาพเขียนฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส พระอุโบสถวัดบรมนิวาส พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร พระอุโบสถวัดมหาพฤฒาราม พระอุโบสถวัดมัชฌิมาวาส จังหวัดสงขลา พระอุโบสถวัดโปรดเกศเชษฐาราม จังหวัดสมุทรปราการ และอุโบสถวัดวัง จังหวัดพัทลุง

            สำหรับจิตรกรเอกที่สร้างสรรค์ผลงานอันล้ำค่าไว้ คือ พระอาจารย์อินโข่ง หรือขรัวอินโข่ง เป็นผู้ที่สร้างสรรค์งานจิตรกรรมฝาผนังในแนวคิดใหม่ โดยนำเอารูปแบบจิตรกรรมตะวันตกที่เกี่ยวกับการจัดองค์ประกอบของภาพ ผู้คน การแต่งกาย ตึกราม ทิวทัศน์ นำมาใช้อย่างสอดคล้องกับเรื่องที่จะได้แสดงออกเกี่ยวกับคติและปริศนาธรรม ดังปรากฏอยู่ที่พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร และพระอุโบสถวัดบรมนิวาส ส่วนจิตรกรรมแบบประเพณีประยุกต์ ได้แก่ จิตรกรรมภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หอราชกรมานุสรณ์ หอราชพงศานุสร ในพระบรมมหาราชวัง และที่พระอุโบสถวัดมหาสมณาราม จังหวัดเพชรบุรี มณฑปวัดพระงาม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จิตรกรรมแบบประเพณี ได้แก่ จิตรกรรมภายในพระอุโบสถและวิหารวัดเสนาสนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๔ แต่มีลักษณะและรูปแบบแตกต่างจากรูปแบบของขรัวอินโข่ง  และจิตรกรรมสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เป็นแบบเก่าแท้อยู่ที่วัดชิโนรสาราม โดยเขียนพื้นท้องฟ้าสีดำ บรรยากาศสีทึมๆ เช่นเดียวกับที่วัดทองนพคุณ ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของจิตกรรมแบบประเพณี ในสมัยรัชกาลที่ ๔

        พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงผนวชอยู่ ๒๗ พรรษา จึงทรงลาผนวชเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อสันตติวงศ์ เป็นรัชกาลที่ ๔ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๔ ทรงครองวัดบวรนิเวศวิหารอยู่ ๑๔ ปีเศษ

        พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๑  ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ  เดือน ๑๑ สิริพระชนมายุได้ ๖๔ พรรษาบริบูรณ์  และทรงดำรงอยู่ในสิริราชสมบัติ ๑๘  ปี