ซุ้มปรางค์พระพุทธรูป

ซุ้มปรางค์พระพุทธรูป อยู่ข้างพระอุโบสถนอกกำแพงแก้วข้างละซุ้ม  ซุ้มปรางค์นี้เดิมเป็นหอระฆังน้อย  แล้วซ่อมแปลงเป็นซุ้มพระพุทธรูปเมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๕ ด้านหน้าทิศตะวันออกประดิษฐานะพุทธรูปยืน ปางเสด็จลงจากดาวดึงส์ ศิลปะทวารวดี สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส  ทรงอัญเชิญมาจากวัดตองปุ จังหวัดลพบุรี  ซุ้มปรางค์ทิศตะวันตก ด้านหน้าประดิษฐานรูปพระธยานิพุทธไวโรจนะ  ศิลาภูเขาไฟ   ปางทรงแสดงธรรม  (วิตรรกมุทรา)  ศิลปะชวาภาคกลาง  อัญเชิญมาจากบุโรพุทโธในเกาะชวา เมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๙ ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเกาะชวา   ด้านหลังซุ้มปรางค์ทั้ง ๒ ประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก ศิลาทราย  ศิลปะลพบุรี   สำหรับพระองค์ที่ประดิษฐานอยู่ซุ้มปรางค์ทิศตะวันตก พระเศียรเดิมหายไปเป็นพระเศียรปูนปั้นต่อใหม่    องค์ที่ประดิษฐานอยู่ซุ้มปรางค์ทิศตะวันออก ที่ฐานบรรจุสริรางคารของพระพรหมมุนี (ผิน  สุวโจ)  เจ้าอาวาสรูปที่ ๕  ของวัดบวรนิเวศวิหาร

 

 พระพุทธบาทโบราณ 
(พระพุทธยุคลบาท  หรือ ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยหลักที่ ๑๒)

พระพุทธยุคลบาท  หรือ ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยหลักที่ ๑๒ ประดิษฐานภายในศาลาติดกำแพงด้านทิศตะวันตก รอยพระพุทธบาทนี้สมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาศักดิพลเสพ ทรงได้มาจากจังหวัดชัยนาท  ประดิษฐานไว้ที่วัดบวรสถานสุทธาวาส ในรัชกาลที่ ๕โปรดให้ย้ายมาเมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๒ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรม พระยาวชิรญาณวโรรส ทรงบูรณะต่อมุขศาลานี้เป็นที่ประดิษฐาน  ภายในเจาะผนังเป็นคูหาประดิษฐานพระพุทธรูปปางลีลา  ตรงกลางประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรกศิลาสมัยลพบุรี ๒ ข้างๆละ ๑ องค์

รอยพระพุทธบาทคู่หรือพระยุคลบาทนี้สลักบนแผ่นศิลาแผ่นใหญ่  ยาว ๓.๖๐ เมตร กว้าง ๒.๑๗ เมตร หนา ๒๐ เซนติเมตร รอบรอยพระพุทธบาทสลักภาพพระอสีติมหาสาวกมีตัวอักษรบอกชื่อ และด้านข้างแผ่นหินด้านปลายพระบาทมีคำจารึกภาษามคธ อักษรขอม ๗ บรรทัด  คำจารึกมีใจความว่า ครั้นแผ่นดินพระธรรมราชาที่ ๓  (ไสยลือไทย พระวิทยาวงศ์มหาเถร ได้นำแผ่นหินมายังเมืองสุโขทัย  ครั้นมาแผ่นดินพระธรรมราชาที่ ๔ (บรมบาลมหาธรรมราชา) พระสิริสุเมธังกรสังฆนายกผู้เป็นศิษย์ของพระสิริสุเมธังกรสังฆราช  ได้สลักรอยพระพุทธบาททั้งคู่ลงบนแผ่นหินนั้นตามแบบรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาสุมนกูฏในลังกาทวีป เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๖ ขึ้น ๔ ค่ำ  พุทธศักราช ๑๙๗๐

 

รอยพระพุทธบาทคู่นี้อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม กลางฝ่าพระบาทแต่ละข้าง มีรูปธรรมจักรขนาดใหญ่ ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายกับรูปพระพุทธบาทคู่ของลังกาสมัยอนุราธปุระและอินเดียสมัยโบราณ  แต่ต่างกับลังกาที่ภายในธรรมจักรมีการแบ่งพื้นที่เป็นช่องบรรจุรูปมงคล ๑๐๘  ไว้ตามแนววงกลมเป็นชั้นๆ  โดยจัดเรียงชั้นพรหมโลกและเทวโลกอันเป็นภูมิสูงสุดในจักรวาลไว้วงในรอบจุดศูนย์กลาง ส่วนพระจักรพรรดิรัตนะ เครื่องประกอบบารมี  เครื่องสูง รวมทั้งมงคลอื่นๆของโลกมนุษย์จัดเรียงไว้รอบนอก  เป็นการเรียงลำดับตามชั้นของไตรภูมิ  เรื่องสวรรค์อยู่รอบในสุด  เรื่องหิมพานต์อยู่รอบกลาง  เรื่องของมนุษย์อยู่รอบนอกสุด  คติการสลักรอยพระพุทธบาทคู่นี้คงได้รับรูปแบบมาจากพระพุทธบาทคู่ของลังกาโดยตรง จึงแตกต่างกับรอยพระพุทธบาทจำลองของสุโขทัยก่อนหน้านั้นที่รับรูปแบบการจัดรูปมงคล ๑๐๘ ในช่องตาราง  ตรงกลางฝ่าพระบาทมีธรรมจักรขนาดเล็ก 

พระพุทธยุคลบาทนี้มีคติการสร้างเพื่อเป็นบริโภคเจดีย์โดยสมมติ  โดยจำลองรอยพระบาทอันแท้จริงที่พระพุทธองค์ทรงประทับรอยพระบาทไว้บนเขาสุมนกูฏในเกาะลังกาอันเป็นบริโภคเจดีย์   แต่รอยพระยุคลบาทนี้เป็นรอยพระบาทคู่ซึ่งต่างกับ รอยพระบาทบนเขาสุมนกูฏเป็นรอยพระบาทเดี่ยว  โดยทั่วไปแล้วรอยพระพุทธบาทคู่นั้นถือว่าเป็นอุเทสิกเจดีย์เป็นสิ่งอันเนื่องด้วยพระพุทธเจ้า  แต่ต่อมาเกิดความเลื่อมใสศรัทธาว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงประทับรอยพระบาทไว้เอง  รอยพระพุทธบาทก็เลยกลายเป็นบริโภคเจดีย์อีกอย่างหนึ่ง  คือเป็นของที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าโดยตรง