พลับพลาเปลื้องเครื่อง

อยู่ติดกำแพงด้านหน้า ใกล้ซุ้มประตูเซี่ยวกาง เป็นพลับพลาขนาดย่อม หลังคาลด ๒ ชั้น  มีช่อฟ้าใบระกา  หน้าบันมีลายปูนปั้นรูปพระมหามงกุฎประดิษฐานบนพานแว่นฟ้าแวดล้อมด้วยฉัตร  บานประตูหน้าต่างเขียนสีลายพุ่มข้าวบิณฑ์  ด้านหน้ากำแพงมีเกยเทียบพระราชยานด้านในกำแพงมีบันได ๒ ข้าง พลับพลาเปลื้องเครื่องเป็นอาคารที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษสำหรับเฉพาะพระอารามหลวงที่สำคัญๆ เพราะเป็นอาคารที่ไม่ได้เอื้อประโยชน์ใช้สอยที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนพิธีของสงฆ์และฆารวาสโดยตรง  หากแต่เอื้อประโยชน์ต่อพระมหากษัตริย์ที่จะทรงใช้ก่อนเสด็จพระราชดำเนินเข้าไปบำเพ็ญพระราชกรณียกิจทางศาสนาภายในพระอุโบสถ กล่าวคือเมื่อทรงเสด็จพระราชดำเนินมาบำเพ็ญพระราชกุศล ณ วัดบวรนิเวศวิหาร  เช่น การพระราชทานถวายผ้าพระกฐิน ไม่ว่าจะเสด็จทางชลมารคหรือสถลมารคก็ตาม  ซึ่งตามประเพณีโบราณนั้นจะทรงเครื่องขัตติยภูษาภรณ์อย่างโบราณราชประเพณี เมื่อเสด็จถึงพระอารามก็จะต้องมีอาคารหลังหนึ่งเพื่อทรงใช้เป็นที่สำหรับเปลี่ยนเครื่องพระภูษาทรงเหล่านั้น    ปรากฏตามตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ว่า “ครั้งรัชกาลที่ ๔ เสด็จพระราชดำเนินโดยทางสถลมารคโดยขบวนราบ แต่ในบางปีเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตรา พลับพลาเบื้องเครื่องที่วัดนี้สร้างขึ้นไว้เพื่อแสดงเกียรติยศว่าเป็นวัดรับพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตรา..”

 

 ประตูเซี่ยวกาง (เสี้ยวกาง)เป็นซุ้มประตูใหญ่ของกำแพงด้านหน้าพระอาราม  มีลักษณะเลียนแบบศิลปะจีน  หลังคาซุ้มมุงกระเบื้องกาบกล้วย  หน้าบันประดับด้วยกระเบื้องเคลือบลายดอกพุดตานใบเทศเ  กลางหน้าบันเป็นลายหน้าขบคายเถาดอกพุดตาน  หน้าต่าง ๒ ข้างประดับด้วยกระเบื้องปรุ  บานประตูสลักเป็นอารักษ์ทวารบาลแบบที่เรียกว่า เซี่ยวกาง (เสี้ยวกาง) ปัจจุบันประตูนี้เปิดเฉพาะงานพระราชพิธี โอกาสพิเศษหรือวันธรรมสนะเท่านั้น

 

 ศาลาแดง ตั้งอยู่ทางด้านห้านพระอุโบสถ เดิมเป็นพลับพลาที่ประทับในงานพระเมรุตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ ตั้งอยู่ริมกำแพงนอกวัดทางด้านทิศตะวันตก  ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้ย้ายมาสร้างในกำแพงวัดเมื่อพุทธศักราช  ๒๔๕๒  เป็นศาลาโถงทรงไทยทาสีแดง