พระเจดีย์

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ  ทรงโปรดให้สร้างในพุทธศักราช ๒๓๗๔ เริ่มสร้างได้เพียงเล็กน้อยก็สวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเจ้าอยู่หัวทรงสร้างต่อในรัชกาลที่ ๓ และในรัชกาลของพระองค์ทรงบูรณะเพิ่มเติม เช่น พุทธศักราช ๒๔๐๙ โปรดให้บูรณะแก้ไขพระเจดีย์ที่ทรุดเอียงให้ตรง

พุทธศักราช ๒๓๙๕  โปรดให้หล่อรูป  ช้าง  ม้า  สิงห์โต และนกอินทรีด้วยสำริด  ช้าง-ออก  ม้า-ตก  นก-เหนือ  สิงห์-ใต้ ตั้งหลังซุ้มพระเจดีย์เป็นต้น  ในรัชกาลที่ ๖ มีการโบกปูนใหม่ในพุทธศักราช ๒๔๕๕  และติดสายล่อฟ้า  ในรัชกาลปัจจุบันได้มีการบูรณะปิดกระเบื้องโมเสกสีทองที่องค์พระเจดีย์ในพุทธศักราช ๒๕๐๖

ลักษณะพระเจดีย์ เป็นเจดีย์กลมขนาดใหญ่มีฐานทักษิณสี่เหลี่ยม ๒ ชั้น ที่องค์เจดีย์มีซุ้ม ๔ ซุ้ม เป็นทางเข้าภายใน ๑ ซุ้ม  ที่ทักษิณชั้นบนมีซุ้มยอดปรางค์ ๔ มุม ประดิษฐานพระพุทธรูปยืน  ซุ้มด้านหน้าประดิษฐานพระบรมรูปหล่อของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   ด้านเหนือมีเก๋งประดิษฐานพระไพรีพินาศ  ฐานทักษิณชั้นล่างมีทิมคดหลังคาเก๋ง ๔ มุม  มีกำแพงล้อม  มีประตูด้านตะวันออกและด้านตะวันตกด้านละ ๒ ช่อง  คูหาภายในพระเจดีย์ประดิษฐานพระเจดีย์กะไหล่ทอง   ด้านหน้าพระเจดีย์ทองนี้ มีพระเจดีย์ศิลาบรรจุพระพุทธวจนะ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างขึ้น ๑ องค์ เรียกว่า “พระไพรีพินาศเจดีย์”

 พระเจดีย์กะไหล่ทอง

ภายในคูหาพระเจดีย์ใหญ่  ตรงกลางมีแท่นฐานประกอบด้วยเสา ๔ เสา จากสี่มุมของแท่นฐานถึงซุ้มเพดานโค้งด้านบน  ระหว่างเสามีช่องซุ้ม ๔ ช่อง แท่นนี้ก่อขึ้นกลางคูหา  มีทางเดินได้โดยรอบ  ประดิษฐานพระเจดีย์กะไหล่ทองบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  อันเป็นเจดีย์ประธานอยู่ภายในพระเจดีย์ใหญ่  แท่นที่ประดิษฐานพระเจดีย์ใหญ่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า   ตกแต่งด้วยศิลาสลักภาพเรื่องพุทธประวัติตอน ประสูติ (ด้านเหนือ) ตรัสรู้(ด้านตะวันออก)  ปฐมเทศนา(ด้านใต้)  และปรินิพพาน(ด้านตะวันตก)  ด้านละตอน  มีอักษรจารึกพระวาจา  พระอุทาน  พระพุทธพจน์ในเหตุการณ์สำคัญๆ  ไว้ที่ใต้แผ่นภาพสลักนั้นด้วย 

พระไพรีพินาศเจดีย์

หน้าพระเจดีย์กะไหล่ทอง (ทางทิศตะวันออก) มีพระเจดียศิลาองค์ย่อมประดิษฐานอยู่  ในตำนานวัดบวรนิเวศ กล่าวถึงว่า “ที่ช่องคูหาแห่งหนึ่งประดิษฐานพระเจดีย์องค์ย่อม  บรรจุแผ่นศิลาจารึกพระพุทธวัจนะ เป็น อุทเทสิกเจดีย์” ซึ่งสันนิษฐานว่าพระเจดีย์ศิลาองค์นี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้สถาปนาขึ้นคราวใดคราวหนึ่งระหว่าง พุทธศักราช ๒๓๙๑ หรือ ๒๓๙๖  ต่อมาในพุทธศักราช ๒๕๐๗  มีการทำความสะอาดพระเจดีย์องค์นี้  เมื่อถอดพระเจดีย์ชั้นที่ ๒ ออก เหนือก้านฉัตร พบกระดาษสีขาวชิ้นหนึ่งพับสอดอยู่ มีตราชาดประทับ ๒ ดวง  มีอักษรลายราชพระหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเขียนพระราชทานนามพระเจดีย์องค์นี้ว่า

“พระสถูปเจดิยสิลาบัลลังองค์จงมีนามว่าพระไพรีพินาศเจดียเทิญ”

อีกด้านหนึ่งมีข้อความว่า

“เพราะตั้งแต่ทำแล้วมาคนไพรีก็วุ่นวายยับเยินไปโดยลำดับ”

ภายในช่ององค์ระฆังมีแผ่นศิลาจารึก ๒ แผ่น เขียนด้วยอักษรอริยกะ ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงประดิษฐ์ขึ้นเมื่อครั้งยังทรงผนวชอยู่และใช้อยู่ในคณะธรรมยุตระยะหนึ่ง 

เทวรูป ๖ องค์

ในการบูรณะพระเจดีย์ระหว่างพุทธศักราช ๒๕๐๗ – ๒๕๐๘ ทางวัดได้ติดต่อขอเทวรูป ๖ องค์ จากกรมศิลปากร มาประดิษฐานที่ฐานทักษิณชั้นล่างของพระเจดีย์  เป็นเทวรูปปั้นทาสีคล้ายศิลา  ทิศเหนือ ประดิษฐานรูปพระพรหม และพระวิสสุกรรม  ทิศใต้ประดิษฐานรูปพระศิวะและพระนารายณ์ ทิศตะวันตก ประดิษฐานพระปัญจสิขร และพระปรคนธรรพ  โดยเทวรูปในศาสนาพราหมณ์เหล่านี้ถือได้ว่าเป็นเทวารักษ์พระเจดีย์  เพราะในบทพระพุทธคุณเองก็มีคำสรรเสริญพระศาสดาที่เกี่ยวกับเทวดาอยู่บทหนึ่งว่า “สตถา เทวมนุสสานํ”  ความว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย   

พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหล่อโลหะ

พุทธศักราช  ๒๕๐๘  อัฐเชิญพระบรมรูปหล่อโลหะรัชกาลที่ ๔  ขึ้นประดิษฐาน ณ ซุ้มปรางค์ บนทักษิณชั้นที่ ๒ ของพระเจดีย์ใหญ่ด้านทิศตะวันออก  พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ วัดบวรนิเวศได้ดำเนินการให้กรมศิลปากรจำลองจากพระบรมรูปองค์เดิม  ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ ตำหนักเพ็ชร  ด้วยทุนบริจาคของ หม่อมเจ้า จงจิตรถนอม ดิศกุล  นับเป็นพระบรมรูปจำลององค์ที่ ๒

พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า  องค์ต้นแบบซึ่งประดิษฐาน ณ ตำหนักเพ็ชรนี้ เป็นพระบรมรูปที่มีความสำคัญมากเพราะเหตุว่าเป็นพระบรมรูปของพระมหากษัตริย์ไทยรูปแรกที่สร้างขึ้นในขณะที่พระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่  และยังเป็นต้นแบบของพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประดิษฐานในปราสาทพระเทพบิดร  โดย พระวรวงศ์เธอ   พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ  อธิบดีกรมช่างสิบหมู่  ทรงเป็นผู้อำนวยการปั้นและหล่อ ในพุทธศักราช ๒๔๑๔

ประวัติความเป็นของพระบรมรูปซึ่งประดิษฐาน ณ ตำหนักเพ็ชร  เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะให้หล่อพระบรมรูปไปตอบถวายพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ แห่งประเทศฝรั่งเศส  เวลานั้นยังไม่มีช่างไทยที่มีฝีมือถึงขนาด  จึงพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ออกไปให้ช่างฝรั่งหล่อพระบรมรูปขึ้น  ช่างผู้นี้คือ เอมิล ฟรังซัว ชาตรูส  (Emile Francois Chatrousse)  ประติมากรชาวฝรั่งเศส ลูกศิษย์ของ ฟรังซัว  รูด(Francois Rude) และดาเบล เดอ ปูจอล  (d’Abel de Pujol)  ศิลปินได้จำลองหุ่นพระบรมรูปด้วยปูนปลาสเตอร์สูงตลอดพระองค์รวมฐานด้วย ๕๙ เซนติเมตร ทาบรอนซ์ฉลองพระองค์เปิดพระอุระ ทรงพระภูษาโจง และทรงพระมาลาสก็อต  เหมือนพระบรมฉายาลักษณ์ที่ฉายด้วยกันกับสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๔ พระบรมรูปทรงยืนในท่าตริภังค์  (Contrapposto) โดยพระเพลาข้างซ้ายรับน้ำหนักของพระสรีระ  พระวรกายบิดเอี้ยวเล็กน้อย  รายละเอียดของพระพักตร์  รอยยับของพระภูษาทรง ตลอดจนตราดาราและเครื่องประดับมาความเหมือนจริงมาก  ปั้นเมื่อ คริสตศักราช ๑๘๖๓ ตรงกับพุทธศักราช ๒๔๐๖  ที่กรุงปารีส  แล้วส่งเข้ามาถวายทอดพระเนตร  แต่ไม่ทรงโปรดเพราะไม่เหมือนพระองค์เพราะประติมากรเห็นเพียงแต่พระบรมฉายาลักษณ์จึงได้ปั้นหล่อพระวรกายผิดส่วนไปจากความเป็นจริง แม้แต่เครื่องราชอิสริยาภรณ์ซึ่งควรเป็นตราดาราไอราพตซึ่งไม่มีสายสะพายนั้น ก็ทำเป็นสายสะพายห้อยดวงตราเลจอง ดอนเนอร์ (Legion d’Honneur) ของฝรั่งเศส จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างไทยทดลองปั้นถวาย  ช่างไทยผู้นี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  เข้าพระทัยว่า อาจเป็นหลวงเทพรจนา (พลับ)  ซึ่งภายหลังได้เป็นพระยาจินดารังสรรค์  ถึงแม้ว่าหลวงเทพรจนายังไม่เคยปั้นรูปเหมือนบุคคลสำคัญ  แต่เนื่องจากมีความสามารถในการปั้นรูปช้างและงานเบ็ดเตล็ดอื่นๆได้เหมือนจริง จึงได้รับมอบหมายให้ทดลองปั้นพระบรมรูปโดยยึดคติใหม่เป็นแบบตะวันตก  การครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแบบ  โดยทรงแต่งพระองค์ตามรูปแบบที่ซาตรูสปั้นขึ้นมา  จึงถือได้ว่าเป็นการปั้นพระบรมรูปมหากษัตริย์ไทยที่ยังดำรงพระชนม์อยู่เป็นครั้งแรกของไทย

พระบรมรูปองค์นี้อยู่ในพระราชอิริยาบถยืนตรง  ทรงฉลองพระองค์เสื้อเยียรบับ  ทรงพระภูษาโจงขอบเชิง  ทรงพระมาลาทรงหม้อตาล  ทรงสายสะพายเลจองดอนเนอร์ของฝรั่งเศส ทรงฉลองพระบาท  พระหัตถ์ขวาทรงจับพระแสงดาบหัตถ์นารายณ์  ทอดปลายพระแสงดาบลงพื้น  พระหัตถ์ซ้ายทรงถือหนังสือ ลักษณะพระบรมรูปมีความเหมือนที่พระพักตร์และพระวรกายซึ่งไม่อ้วนท้วนจนมีกล้ามเนื้อเป็นฝรั่งเหมือนอย่างผลงานของซาตรูส

ครั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรแล้วก็ทรงโปรด  เพราะหลวงเทพรจนาได้แสดงถึงฝีมือในการปั้นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  โดยการผสมผสานลักษณะรูปเหมือนบุคคลตามคติตะวันตกกับการยึดถือความเกลี้ยงเกลาและความสวยงามเรียบง่ายตามคติอุดมคติไทยโบราณเข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดี  ทั้งนี้ยังได้ลบล้างความเชื่อเดิมที่ห้ามจำลองรูปเหมือนบุคคลขณะมีชีวิตอยู่ เพราะเกรงว่าจะเป็นการบั่นทอนชีวิตให้สั้นลง  อย่างไรก็ตามมิได้มีการหล่อพระบรมรูปองค์นี้  เพราะมีผู้แย้งว่าเป็นเรื่องอัปมงคลที่จะนำพระบรมรูปหุ่นขี้ผึ้งสุมไฟหลอมให้ละลายจึงได้แต่เพียงหล่อด้วยปูนปลาสเตอร์และทาสีแทน  แล้วอัญเชิญไปเก็บไว้ในหอเสถียรธรรมปริตร  ต่อมาเมื่อหอเสถียรธรรมปริตรรื้อลง  จึงย้ายไปเก็บไว้ที่หอราชพงษานุสรณ์ในรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๗ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์  ซึ่งดำรงตำแหน่งเสนาบดีรกระทรวงมหาดไทย ขอพระราชทานไปประดิษฐานไว้ ณ  พระที่นั่งเวชยันตวิเชียรปราสาท  ในพระนครคีรี  จังหวัดเพชรบุรี  ตามพระราชดำรัสแนะนำของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อ พุทธศักราช ๒๔๗๐

ต่อมาเมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๓ อสุนิบาตต้องพระที่นั่งองค์นี้  แม้มิได้ต้องตรงถึงกับทำลายพระที่นั่งก็ดี  แต่ความสะเทือนทำให้พระกรของพระบรมรูปชำรุด  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ซ่อมแซมพระที่นั่งและพระบรมรูปให้คืนดีดังเดิม

ถึง พุทธศักราช ๒๕๐๕ บรรดาพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าน่าจะคิดหล่อพระบรมรูปด้วยโลหะให้เป็นการถาวรเสียทีเดียว จึงได้นำความกราบบังคมทูลเจ้านายชั้นพระบรมวงศ์  ก็ทรงดำริเห็นชอบ  ต่างก็ทรงประทานทุนทรัพย์ช่วยเหลือ  รวบรวมเงินได้ ๕๖,๗๓๓.๖๓  จึงได้ดำเนินการให้กรมศิลปากรหล่อพระบรมรูปดังกล่าวด้วยโลหะ  เสร็จแล้วจึงอัญเชิญพระบรมรูปหล่อโลหะนั้นไปประดิษฐานไว้ ณ  พระที่นั่งเวชยันตวิเชียรปราสาท เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๐๕

ต่อมาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระสาสนโสภณ)  ทรงทราบเรื่อง  พระบรมรูปองค์เดิมยังคงอยู่ที่กรมศิลปากร  ทรงพระดำริว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ก็เสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลานาน  ควรที่จักได้มีพระบรมรูปประดิษฐานไว้ที่วัดนี้ด้วยเช่นกัน  จึงนำพระดำริปรึกษาผู้เกี่ยวข้องหลายท่านมีพระวรวงศ์เธอ  กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร  เป็นต้น  และต่อมาความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท  ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระบรมรูปดังกล่าวมาประดิษฐานที่วัดนี้ได้ตามพระดำริ  ครั้นวันเข้าพรรษาปี ๒๕๐๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินวัดบวรนิเวศวิหาร  ทรงถวายพุ่มเข้าพรรษา  สมเด็จพระญาณสังวรฯจึงได้ถวายพระพรเรื่องที่ประดิษฐานพระบรมรูป  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือกที่ในฉากพระตำหนักเพ็ชนและพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ ในการอัญเชิญพระบรมรูป  และมีพระมหากรุณาเสด็จพระราชดำเนินในพิธีอัญเชิญพระบรมรูปด้วย