หอพระไตรปิฎก

ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระเจดีย์ สมเด็จกรมพระราชวังบวร มหาศักดิพลเสพทรงสร้างขึ้นพร้อมกับพระอุโบสถในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอาคารทรงเก๋งจีนขนาดยาว ๕ ห้อง กว้าง ๒ ห้อง มีประตูทางเข้าออกด้านหน้าและด้านหลังด้านละ ๑ บาน น้าต่างด้านละ ๕ บาน ประตูหน้าต่างรดน้ำปิดทองลายกระบวนจีน ซุ้มประตูหน้าต่างภายนอกประดับด้วยปูนปั้นปิดทอง ลายดอกพุดตานใบเทศ ศาสตราวุธ รองรับด้วยปูนปั้นเสารูปเกลียว   มีชานชาลาโดยรอบ  หลังคาทรงเก๋งจีนมุงกระเบื้องกาบกล้วย หน้าบันประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว ส้ม ชมพู เป็นลายดอกพุดตานใบเทศ

  สันนิษฐานว่าได้นำพระไตรปิฎกฉบับพระราชวังบวรสถานมงคลมาประดิษฐานเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาครองวัดแล้ว ภายในหอพระไตรปิฎกมีตู้พระธรรมรดน้ำปิดทองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  จิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวในพระพุทธศาสนาที่ยังสมบูรณ์อยู่มาก ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเขียนขึ้นเมื่อใด  สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงครองวัดเพราะรายการบูรณะพระอารามสมัยต่อๆมา ไม่มีการกล่าวถึงการเขียนภาพในหอพระไตรปิฎก ซึ่งคงเป็นเพราะว่าได้เขียนไว้แล้ว

จิตรกรรมฝาผนังภายในหอพระไตรปิฎกเป็นราวต่างๆ ดังนี้

๑             จิตรกรรมบนผนังตอนล่างระหว่างช่องประตูหน้าต่าง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประเพณีทางพุทธศาสนา

๒            จิตรกรรมบนผนังตอนบนเหนือช่องประตูหน้าต่างเป็นเรื่องการทำสังคายนาพระไตรปิฎกตั้งแต่การทำปฐมสังคายนา จนถึงการสังคายนาครั้งที่ ๔

๓            จิตรกรรมที่บนหน้าต่างด้านในเขียนเป็นลวดลายสัญลักษณ์มงคลของจีน

๔            จิตรกรรมที่บานประตูด้านทิศเหนือและทิศใต้เขียนเป็นภาพทวารบาลแบบจีน

๕            จิตรกรรมที่กกประตูหน้าต่างเขียนเป็นรูปกอบัว

 

 ศาลาการเปรียญ

 ศาลาการเปรียญ สร้างสมัยเดียวกับพระอุโบสถและหอพระไตรปิฎก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระเจดีย์ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปลีลาสมัยสุโขทัย ๓ องค์   องค์กลางมีขนาดใหญ่กว่ายกพระหัตถ์ซ้าย องค์ขนาบข้างมีขนาดย่อมลงมายกพระหัตถ์ขวาองค์หนึ่ง ยกพระหัตถ์ซ้ายองค์หนึ่ง  ศาลาการเปรียญได้รับการบูรณะทั้งหลังเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๕๑ แต่เดิมศาลาการเปรียญนี้ใช้เป็นที่แสดงธรรมเทศนาซึ่งมีประจำทุกวัน  และมีเครื่องกัณฑ์เทศน์ของหลวง คือ ผ้าอาบน้ำฝนผืนหนึ่ง ๗ วันยก  ธรรมเนียมนี้มีมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ หรือในรัชกาลที่ ๔ ไม่ปรากฏแน่ชัด  เพราะแต่เดิมไม่ได้มีธรรมเทศนาประจำทุกวันคงมีแต่วันที่มีผู้ต้องการจะฟัง และนิมนต์พระไปแสดงเช่นในเทศกาลเข้าพรรษา  บางคราวไม่สามารถเข้าไปภายในศาลาการเปรียญได้เพราะผู้รักษาใส่กุญแจ  ผู้ที่ปรารถนาจะฟัง  ต้องนิมนต์พระไปแสดงบนแท่นปูนทางทิศใต้ของศาลาการเปรียญก็มี  ในเทศกาลเข้าพรรษาเคยมีผู้มาพักค้างพรรษาในศาลาการเปรียญ  

 

 ศาลาฤๅษี ๔ หลัง

 ศาลาฤๅษี ๔ หลัง ตั้งอยู่ ๔ มุมพระเจดีย์ มุมละ ๑ หลัง เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประชวรใกล้จะสวรรคต ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ถวายพระสงฆ์เป็นปัจจัยมูลองค์ละ ๒๐ บาท พระสงฆ์วัดนี้จึงบริจาคเงินนั้นร่วมกันสร้างศาลาเหล่านี้ขึ้นภายในศาลาทำช่องไว้รูปฤๅษีดัดตนบ้างและศิลาจารึกตำรายาบ้าง