พระโพธิฆระ

พระโพธิฆระ  เป็นสิ่งก่อสร้างที่แสดงอาณาเขตของต้นโพธิเพื่อให้เป็นพื้นที่หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  โดยแสดงความสำคัญของพื้นที่นั้นออกจากพื้นที่สามัญด้วยการทำรั้วหริอกำแพงล้อมรอบ  ศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของโพธิฆระจึงเป็นส่วนหนึ่งของบริเวณที่เรียกว่า “โพธิมณฑล”  ซึ่งหมายถึงตำแหน่งหรือบริเวณโดยรอบต้นโพธิตรัสรู้  และเป็นสถานที่เสวยวิมุติสุขหลังการตรัสรู้ในสัปดาห์แรก    พระโพธิฆระที่วัดบวรนิเวศนี้เป็นฐานต้นพระศรีโพธิซึ่งมีทับเกษตรล้อมรอบ  อยู่ด้านหลังวิหารพระศาสดาทางห้องพระไสยา  การสร้างพระโพธิฆระสำหรับต้นพระศรีมหาโพธินี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริขึ้น โดยทรงได้แบบอย่างมาจากลังกา   เพราะทรงรู้เรื่องของพุทธศาสนาในลังกาเป็นอย่างดี  โดยแต่เดิมในบริเวณโพธิฆระนี้เป็นที่ตั้งคณะลังกา  ที่พักของสมณทูตชาวลังกาที่เข้ามาสืบข่าวพระศาสนาตั้งแต่ในรัชกาลที่ ๓  ต่อมาโปรดให้ถมและรื้อคณะลังกาเพื่อสร้างวิหารพระศาสดา ต้นพระศรีมหาโพธินี้เป็นบริโภคเจดีย์ที่เกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้นพระศรีมหาโพธิต้นนี้เป็นต้นพระศรีมหาโพธิที่ได้พันธุ์จากพุทธคยา  อินเดีย  สังเวชนียสถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในปลายรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เม็ดพันธุ์พระศรีมหาโพธิจากพุทธคยาแล้วทรงเพาะเป็นต้นขึ้น  พระราชทานมาปลูกที่วัดบวรนิเวศวิหารต้น ๑   ต้นพระศรีมหาโพธินี้เป็นพระศรีมหาโพธิรุ่นแรกในประเทศไทยที่ได้พันธุ์มาจากต้นพระศรีมหาโพธิที่พุทธคยา แต่เดิมพระศรีมหาโพธิที่อัญเชิญมาปลูกในประเทศไทยนั้นก่อนรัชกาลที่ ๔ ขึ้นไป ได้พันธุ์มาจากลังกาทั้งสิ้น  พระศรีมหาโพธิต้นนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงปลูกในสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ทรงครองวัดปรากฏตามข้อความในตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร ว่า “….ทรงปลูกพระศรีมหาโพธิอันค้างมาแต่รัชกาลที่ ๔…”                ต่อมาพระโพธิฆระได้ทรุดโทรมไปตามกาลเวลาจนที่สุดได้ถูกรื้อลง  คงเหลือแต่ฐานต้นพระศรีมหาโพธิแต่รื้อลงเมื่อใดไม่ปรากกหลักฐานแน่ชัด ในพุทธศักราช ๒๕๒๒  สมเด็จพระญาณสังวร  จึงได้ให้ก่อสร้างพระโพธิฆระขึ้นใหม่ตามรูปลักษณะเดิมจากภาพถ่าย   ในพุทธศักราช ๒๕๒๕ หลังจากสร้างพระโพธิฆระเสร็จประมาณ ๑ ปี ต้นพระศรีมหาโพธิ ซึ่งมีอายุราว ๑๐๐ ปี  ได้ตายลงตามอายุขัยของต้น   ในวันที่ ๖ กรกฎาคม  พุทธศักราช  ๒๕๒๕  ซึ่งเป็นวันปลูกต้นไม้แห่งชาติ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงปลูกหนอกล้าโพธิซึ่งเกิดใต้ต้นพระศรีมหาโพธิต้นเดิมที่ตายลง    

พระพุทธรูปศิลาแลง ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยใด เดิมแตกหักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กระจายอยู่ในที่ต่าง ๆ มีผู้เก็บมาถวายเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทีละชิ้น จึงโปรดให้ประกอบกันเข้า  ก็ปรากฏเป็นองค์พระพุทธรูปสมบูรณ์และงดงาม จึงโปรดให้สร้างซุ้มที่ประดิษฐานไว้ ณ โพธิฆระด้านหลังพระวิหารพระศาสดา

 

 

ศาลาวชิรญาณ  วัดบวรนิเวศวิหาร ๑๕๐ ปี

        ศาลาวชิรญาณ  วัดบวรนิเวศวิหาร ๑๕๐ ปี เป็นศาลาทรงไทย ๒ ชั้น หลังคามีชั้นลด และมีช่อฟ้าใบระกา  ขนาดกว้าง ๑๑.๕๐ เมตร  ยาว ๒๑.๗๕ เมตร ชั้นล่างกั้นเป็นห้อง ๕ ห้อง  สำหรับให้พระภิกษุอยู่จำพรรษาได้ ชั้นบนเป็นโถง  สำหรับเป็นที่บำเพ็ญกุศล  เป็นที่ประชุม  ออกแบบโดยหม่อมราชวงศ์มิตรารุณ เกษมศรี  หน้าบันมุขประเจิดประดับตราพระมหามงกุฎซึ่งเป็นตราพระราชสัญลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ผู้ทรงครองวัดนี้เป็นองค์แรก   และศาลานี้สร้างขึ้นในระยะเวลาที่วัดบวรนิเวศวิหารได้รับการสถาปนามาได้ ๑๕๐ ปี  นับแต่ปีที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะยังทรงผนวชเสด็จมาครองวัดนี้  เป็นเหตุให้วัดนี้ได้รับพระราชทานนามว่า วัดบวรนิเวศวิหาร  และพระองค์ทรงดำรงฐานะผู้ทรงครองวัดบวรนิเวศวิหารเป็นพระองค์แรก  จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเชิญพระบรมฉายานาม “วชิรญาณ”  อันเป็นพระบรมฉายานามในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งทรงผนวช เป็นนามของศาลาที่สร้างขึ้นใหม่นี้ว่า “ศาลาวชิรญาณ”   อนึ่งศาลานี้ได้สร้างขึ้นในระยะที่มีการเฉลิมฉลองพระบรมราชจักรีวงศ์และกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ฉะนั้นศาลานี้จึงถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองดังกล่าวนั้นด้วย  ด้วยเหตุนี้ที่หน้าศาลานี้จึงมีจารึกว่า  “ศาลาวชิรญาณ  วัดบวรนิเวศวิหาร ๑๕๐ เฉลิมรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๕“ภายในศาลาวชิรญาณ  ประดิษฐานพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร   พระแท่นเศวตฉัตร ๓ ชั้น